วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ผู้เรียนในศตวรรษที่ ๒๑ ควรเป็นอย่างไร

 ผู้เรียนในศตวรรษที่ ๒๑ ควรเป็นอย่างไร
โดย ดร.พูนภัทรา พูลผล (ครูผึ้ง) หัวหน้าส่วนงานพัฒนาหลักสูตรและทรัพยากรการเรียนรู้

     ผ่านไป ๑๒ ปีอย่างรวดเร็วกับการดำรงชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ ๒๑ บนบริบทที่ผสมปนเปของชีวิตที่เต็มไปด้วยการแข่งขันและความขัดแย้ง จนถึงการส่งสัญญาณเตือนภัยจากธรรมชาติในรูปแบบของภัยพิบัติที่เกิดบ่อยครั้ง
 
     ในขณะที่สังคมต่างวิพากษ์ระบบการศึกษาว่ามิได้จัดการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และมิได้พัฒนาผู้เรียนเต็มศักยภาพ คือเพื่อให้ผู้เรียนสามารถเลือกและธำรงวิถีการดำเนินชีวิตที่เปี่ยมสุขภาวะไว้ได้ ทั้งที่โดยแท้จริงแล้วระบบการศึกษาและโรงเรียนเป็นกลไกสำคัญในการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงสังคม ในขณะเดียวกันได้มีองค์กรสำคัญๆ ระดับโลก อาทิ Organization of Economic Co-operation Development (OECD) ที่มุ่งหาคำตอบเพื่อตอบโจทย์คุณลักษณะสำคัญของผู้เรียนสำหรับศตวรรษที่ ๒๑ เพื่อร่วมยกระดับความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมซึ่งนำไปสู่การพัฒนาทักษะที่ดีขึ้น อาชีพการงานที่ดีขึ้น สังคมที่ดีขึ้นและโอกาสการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น
 
     ทักษะของคนในศตวรรษที่ ๒๑ ที่ทุกคนต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต คือ ๓R x ๗C ซึ่ง ๓ R ได้แก่ Reading (การอ่าน), ‘Riting (writing = การเขียน) และ ‘Rithmetics (arithmetics =คณิตศาสตร์) ส่วน ๗ C ได้แก่ Critical thinking & problem solving (การคิดเชิงวิพากษ์และการแก้ปัญหา) Creativity & innovation (ความคิดสร้างสรรค์และการคิดค้นนวัตกรรม) Cross-cultural understanding (ความเข้าใจบนวัฒนธรรมที่แตกต่างหลกาหลาย) Collaboration, teamwork & leadership (การประสานความร่วมมือ การทำงานเป็นทีมและภาวะผู้นำ) Communications, information & media literacy (การสื่อสาร และการมีความรู้เท่าทันสื่อและข้อมูล) Computing & ICT literacy (คอมพิวเตอร์และข้อมูลสารสนเทศ) และ Career & learning skills (ทักษะอาชีพและการเรียนรู้)
 
     ในขณะเดียวกันความสามารถด้านภาษาต่างประเทศ -ภาษาอังกฤษ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี เป็นกลุ่มภาษาสำคัญที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย รวมถึงการเป็นประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ.๒๕๕๘ เป็นตัวผลักดันให้บริบทการพัฒนานักเรียนไทยให้เป็นประชากรที่มีคุณภาพผู้สามารถสร้างและประมวลความรู้ผ่านทักษะการเรียนรู้ด้วยตัวเอง (Self Learning Skill) การสร้างแรงบันดาลใจด้วยตนเอง (Self Motivation) และ การกำกับตนเอง (Self Regulation) ได้ดำเนินไปอย่างเร่งรีบ 
   
กล่าวโดยสรุป ผู้เรียนในศตวรรษที่ ๒๑ ควร
 
 ๑. มีคุณธรรมกำกับใจ เป็นคนดีมีน้ำใจ เอื้อเฟื่อเผื่อแผ่
  
 ๒. เป็นผู้มีนิสัยใฝ่รู้ใฝ่เรียน มีความเพียรพยายามที่จะแสวงหา ความรู้ให้ถึงสุดขอบความรู้ที่สามารถเข้าถึงได้
  
 ๓. สามารถใช้ภาษาไทยและ ภาษาต่างประเทศอย่างน้อย ๒ ภาษาได้อย่างเชี่ยวชาญ
  
 ๔. มีพื้นฐานและทักษะการคำนวณที่ดี และมีความชำนาญใน การใช้คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์เทคโนโลยีสารสนเทศ
  
 ๕. สามารถเล่นดนตรีและกีฬาเป็นอย่างน้อย ๑ ชนิด
  
 ๖. สามารถจัดการใจและมีวิธีคิดตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และการพัฒนาอย่างยั่งยืน
  
 ๗. พร้อมเผชิญปัญหาและสามารถเลือกวิธีแก้ปัญหาได้อย่าง เหมาะสม
  
   
     อีกเรื่องที่สำคัญคือกระบวนการเรียนรู้แบบ ๒๔/๗ ซึ่งคือการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นได้ตลอด ๒๔ ชั่วโมงและทุกที่ทุกเวลา พื้นที่การเรียนรู้จึงเป็นพื้นที่ที่กว้างใหญ่ทั้งมิติเขิงขนาดและเวลา ไม่ใช่แต่เพียงครูและโรงเรียนเท่านั้นที่มีหน้าที่จัดการเรียนรู้ ไม่ใช่แค่พัฒนาผู้เรียนสำหรับศตวรรษที่ ๒๑ แต่ต้องพัฒนาทุกคนให้เป็นบุคคลแห่งศตวรรษที่ ๒๑ ด้วยเช่นกัน
 
อ้างอิงจาก
http://oecdeducationtoday.blogspot.com/2012/05/what-should-students-learn-in-21st.html
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/415058

ยุทธการเปลี่ยน ‘ครูเฉย’ สู่ครูยุคศตวรรษที่ 21

    เมื่อสถานการณ์การเรียนรู้เปลี่ยนแปลงเพียงปลายนิ้วสัมผัส ไม่ได้จับจ้องหรือโฟกัสเฉพาะภายในห้องเรียนอีกต่อไป ขณะเดียวกันครูยังคงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญต่อการเรียนรู้และคุณภาพของผู้เรียน
     คำถามที่ตามมาคือ ครูในทุกวันนี้ ได้ยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนให้เท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงในยุคศตวรรษที่ 21 มากน้อยเพียงใด    
     จากเสียงสะท้อนของเด็กและเยาวชนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงจากการศึกษาไทยโดยความร่วมมือของสถาบันวิจัยมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญร่วมกับสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน(สสค.) สำรวจเด็กและเยาวชนที่มีอายุ 14-18 ปี ในพื้นที่ 17 จังหวัด จำนวน 4,255 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 1-15 เมษายน 2557 พบว่า คำถามลำดับแรกที่เด็กอยากจะถามครูมากที่สุดเป็นคำถามเกี่ยวกับวิธีการสอนของครู(ร้อยละ 25) เช่น “ทำไมครูไม่หาวิธีการสอนที่สนุกและไม่น่าเบื่อ? .... ทำไมเวลาสอนต้องอ่านตามหนังสือ?....ครูมาสอนหนังสือหรือมาอ่านหนังสือให้นักเรียนฟัง?..... และทำไมสอนในห้องเรียนไม่รู้เรื่องแต่สอนพิเศษรู้เรื่อง? ”  โดยเด็กเยาวชนมากกว่า 2 ใน 3 อยากให้เปลี่ยนแปลงรูปแบบการเรียนการสอนของระบบการศึกษาในปัจจุบัน เพราะหลักสูตรการสอนเน้นเนื้อหาทฤษฎีมากกว่าการนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
     สำนักส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้จัดเสวนา“ครูไทยในศตวรรษที่ 21” ในการประชุมอภิวัฒน์การเรียนรู้สู่จุดเปลี่ยนประเทศไทย
     ศ.กิตติคุณสุมน อมรวิวัฒน์ ราชบัณฑิตประเภทสังคมสังคมศาสตร์ สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ กล่าวว่า ทุกวันนี้การใช้ชีวิตของคนเราไม่เหมือนเดิม ทั้งสภาพสังคม สิ่งแวดล้อม รวมทั้งเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว  บทบาทของครูไทยจากเดิมขอบเขตอยู่ที่ชั้นเรียน แต่ปัจจุบันนี้ไม่ใช่แล้วที่ครูจะยืนเป็นหุ่นเฉยอยู่แต่หน้าชั้นเพียงอย่างเดียว ครูต้องรู้จักปรับเปลี่ยนการสอน ไม่มุ่งเน้นเฉพาะเรื่องทฤษฏี แต่ต้องเปลี่ยนบริบทการเรียนการสอนที่ทำให้นักเรียนรู้จักหาคำตอบและตั้งคำถามด้วยตนเอง ตนจึงต่อต้านการสอนที่มีการสอบเพียงข้อเขียนอย่างเดียว การสอนการสอบต้องมีการถกเถียงและสัมภาษณ์ร่วมด้วย 
     “สิ่งที่อยากให้ครูได้เปลี่ยนแปลงจะต้องไม่เป็นครูเฉยอีกต่อไปนั่นคือ รู้จักปรับเปลี่ยนในเรื่องความรู้ว่าจะรู้อะไรใหม่ในวันนี้บ้างผ่านสื่อที่อยู่รอบตัวมากมาย คิดบวก มีเหตุผล คิดสร้างสรรค์  หัดจินตนาการ เช่น จินตนาการว่าลูกศิษย์โตไปจะเป็นอะไร เป็นต้น   รู้จักความสามารถของตนเองว่ามีอะไรดีแต่อย่าอวดตัวและสะสมเผื่อแผ่ไปยังลูกศิษย์ ทั้งนี้เด็กทุกคนเกิดมามีทุนติดตัวที่ไม่เท่ากัน ทั้งการอบรมเลี้ยงดู สภาพแวดล้อมที่เขาเกิด รูจึงมีหน้าที่เสริมเติมเต็ม ให้เด็กเขามีกำไรในชีวิต โดยเฉพาะทักษะการใช้ชีวิตที่ต้องมีมากขึ้น” ศ.กิตติคุณสุมน กล่าว
     ดร.ไพฑูรย์ สินลารัตน์ ประธานกรรมการคุรุสภา ให้มุมมองว่า ครูไทยในยุคศตวรรษที่ 21 ต้องกลับมาดูการศึกษาโดยรวมของเราได้ปฏิรูปการศึกษาที่เน้นทักษะ เพื่อนำไปสู่การมีผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่มีคุณภาพแล้วหรือยัง  เพราะขณะนี้โลกที่พัฒนาแล้วได้เน้นการสร้างสรรค์อะไรใหม่ๆออกมาที่สอดคล้องกับตลาดและขายได้ เช่น โทรศัพท์ยี่ห้อไอโฟน  ส่วนโลกกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะเน้นแต่รูทีนม่มีดีไซน์อะไรออกมา เราจึงกลายเป็นผู้บริโภคยุคใหม่ เป็นลูกค้าเขาอยู่ร่ำไป ฉะนั้นต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมการเรียนรู้ของเด็กให้รู้จักการสร้างสรรค์ ร่วมกันวางแผน รู้จักแยกแยะ รู้จักประยุกต์ วิจัยค้นคว้า สร้างผลงาน วางแผนและประมวลผลเป็น ครูจึงต้องเร่งปรับตัวให้ทันต่อการปลี่ยนแปลของโลกข้อมูลข่าวสารในปัจจุบัน จึงเสนอแนวทางการพัฒนาครู ผ่านองค์ประกอบ 3 ได้แก่ การผลิตครูที่ต้องมีกระบวนการให้ได้บุคลากรที่มีคุณภาพ การพัฒนาครูที่มีอยู่ในปัจจุบันให้รู้จักปรับตัวเข้าสู่โลกยุคปัจจุบัน และการใช้ครูให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
     ประธานกรรมการคุรุสภา กล่าวว่า คุณลักษณะของครูไทยในศตวรรษที่ 21 จึงประกอบด้วยคุณลักษณะสำคัญ 7 ประการ คือ 1.สร้างและบูรณาการความรู้ได้ 2.มีความคิดวิเคราะห์และสร้างสรรค์ 3.มีวิสัยทัศน์และตกผลึกทางความคิดเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้เรียน 4.ครูต้องรู้และเข้าใจเทคโนโลยีใหม่ มีทักษะใหม่ๆ พร้อมทั้งชี้แนะข้อดีข้อเสียให้ผู้เรียนได้ 5.มีทักษะการสอนเด็กให้เติบโตเต็มศักยภาพและสร้างผลงานใหม่ๆ 6.ต้องเข้มแข็งในจรรยาบรรณ คุณธรรม จริยธรรม และชักชวนให้คนอื่นๆทำเพื่อสังคม 7.มีบทบาทนำด้านการสอนและวิชาชีพ พัฒนาคุณภาพของโรงเรียนและในวิชาชีพร่วมกับผู้บริหารมากขึ้น
     ศิรธันย์ กิตติ์ธนานิธิกุล  นิสิตชั้นปีที่ 1 คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ สะท้อนว่า “อยากได้ครูที่เป็นโค้ช ที่ครูสามารถสอนทักษะในการเรียนรู้ด้วยตนเอง และนำเนื้อหาไปใช้ในชีวิตจริงได้ ทุกวันนี้ เด็กเหมือนกล่องหรือถังขยะที่ครูอยากใส่หรือส่งสารอะไรก็ส่งมา สารจึงเหมือนขยะไม่มีประสิทธิภาพ  และการเป็นครูที่ดีไม่ใช่สอนแต่วิชา สักแต่ว่าสอน  แต่ครูที่ดีต้องรู้จักสอนการใช้ทักษะชีวิตด้วย”
     นอกจากนี้ผลการศึกษาถึงมาตรการยกระดับคุณภาพครูไทยในยุคศตวรรษที่ 21 ของวิทยาลัยครูครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ โดย ดร.วรากรณ์ สามโกเศศ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต เป็นประธาน พบว่า วงจรของระบบครูในปัจจุบันที่ประกอบด้วย “การผลิต” “การพัฒนา” และ “การใช้ครู” ล้วนมีปัญหาเชิงระบบที่ควรมีการปรับปรุง มาตรการยกระดับคุณภาพครูไทยในยุคศตวรรษที่ 21 จึงมี 3 มาตรการสำคัญคือ 1 ลดปริมาณการผลิตครูแต่เพิ่มคุณภาพของบัณฑิตครูรุ่นใหม่ โดยผลิตครูสาขาขาดแคลนให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ 2. การพัฒนาครูประจำการอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบเปิดให้เกิดทักษะการจัดการเรียนรู้ด้วยนวัตกรรมที่หลากหลาย และ 3. การพัฒนาครูควรเกิดขึ้นที่ชั้นเรียนหรือสัมพันธ์กับการจัดการเรียนการสอนมากที่สุด ควรเพิ่มศักยภาพให้โรงเรียนสามารถส่งเสริมและบริหารจัดการการเรียนรู้และพัฒนาคุณภาพของครูได้อย่างมีประสิทธิภาพ
     เงื่อนไขสำคัญสู่การปฏิบัติคือ องค์กรต้นสังกัดส่วนกลางลดการสั่งการ โดยกระจายการพัฒนาครูให้เป็นหน้าที่ของเขตพื้นที่การศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เครือข่ายสถานศึกษาที่มีศักยภาพเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ให้ครูมากขึ้น เพราะการพัฒนาครูด้วยวิธีอบรมจากส่วนกลางซึ่งไม่ตรงกับความต้องการพัฒนาศักยภาพครูที่แตกต่างกันย่อมไม่ก่อให้เกิดการพัฒนา องค์กรสนับสนุนพัฒนาครูควรเพิ่มขีดความสามารถทางวิชาการและสนับสนุนงบประมาณเพื่อการพัฒนาครู ซึ่งในปัจจุบันมีอยู่จำนวน 0.5% ของงบประมาณรายจ่ายด้านการศึกษา เพื่อให้ครูจบใหม่และครูที่มีอยู่เดิมเป็นครูที่มีคุณภาพสู่ยุคศตวรรษที่ 21 อย่างแท้จริง  
อ้างอิงจาก
http://seminar.qlf.or.th/Seminar/Topic/29

10 สิ่งควรทำ ให้ปิดเทอมใหญ่...ไม่ไร้ประโยชน์รับ AEC

ขอขอบคุณข้อมูลจาก คุณนพวรรณ จุลกนิษฐ
กรรมการผู้จัดการ บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด

                ช่วงนี้นักศึกษาที่กำลังปิดเทอมภาคฤดูร้อนคงได้หยุดยาวกว่าทุกครั้ง ถึง 5-6 เดือนกันเลยทีเดียว เพราะเรากำลังปรับการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับเพื่อนบ้านในกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อรับ AEC หยุดยาวนานกันอย่างนี้ จ๊อบส์ดีบีมีกิจกรรมดีๆ มานำเสนอให้ทั้งนักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่ และว่าที่บัณฑิตที่กำลังรองาน ให้ปิดเทอมใหญ่...ไม่ไร้ประโยชน์กันค่ะ
rc_point_right_red1. ฝึกงาน / ทำงานพิเศษ1
                นอกจากจะได้ประสบการณ์ในเรื่องการทำงานแล้ว น้องๆ ยังได้พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การจัดการ การวางแผน การทำงานเป็นทีม และความรับผิดชอบ เมื่อเรียนจบจากรั้วมหาวิทยาลัย แล้วต้องไปสมัครงานจริง รับรองว่ามีชัยไปกว่าครึ่งอย่างแน่นอน 
rc_point_right_red2. เรียนเสริมภาษา
                ไม่ว่าจะภาษาที่ 2 (ภาษาอังกฤษ) ให้แน่นปึ้ก หรือจะเป็นภาษาที่ 3 (ภาษาจีน ญี่ปุ่น เกาหลี ภาษาอาเซียน) เพื่อเพิ่มความได้เปรียบและรับมือกับ AEC ที่จะมาถึง ซึ่งถ้าน้องๆ สามารถฟัง พูด อ่าน เขียน ได้ถึงขั้นนำเสนอผลงาน (Presentation) เลย แน่นอนว่าบริษัทไหนๆ ก็อยากได้ตัวน้องๆ ไปร่วมงานค่ะ
rc_point_right_red3. เสริมทักษะคอมพิวเตอร์ / ไอที / ดิจิตอล
                ทักษะด้านนี้ใครรู้เยอะ รู้ลึก รู้จริง ยิ่งเป็นที่ปรารถนาของบริษัทชั้นนำเลยก็ว่าได้ เพราะโลกเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำ บริษัทไหนมีบุคลากรที่มีความชำนาญและรอบรู้เกี่ยวกับโปรแกรมหรือไอทีที่ดีกว่า ย่อมพัฒนาเหนือคู่แข่งได้เร็วกว่านั่นเอง เรียกได้ว่า สายงานด้านไอที ดิจิตอล ไม่มีวันตกงานแน่ๆ จ้ะ
rc_point_right_red4. เพิ่มเติมข้อมูลข่าวสาร 
                การเพิ่มเติมข้อมูลข่าวสาร เหตุการณ์บ้านเมือง ใครคิดว่าเป็นเรื่องไม่สำคัญ... เพราะหากน้องๆ มีความรู้รอบตัว ทราบความเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคม นอกจากจะทำให้เรารู้เท่าทันเหตุการณ์แล้ว ยังช่วยเสริมบุคลิกของเราให้ดูสมาร์ท ฉลาด และน่าเชื่อถืออีกด้วย ปัจจุบันการเพิ่มเติมข้อมูลข่าวสารก็สามารถรับได้จากหลากหลายช่องทาง เช่น ดูข่าวจากโทรทัศน์ อ่านข่าวจากหนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ต่างๆ หรือจะติดตามบล็อกอาชีพเฉพาะทางจากผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ  เรียกได้ว่า ติดตามได้สะดวก ทุกที่ ทุกเวลาเลยทีเดียว
rc_point_right_red5. ฝึกอาชีพเสริม
                อาชีพเสริมมีให้เลือกมากมายตามความถนัดหรือความชอบของแต่ละคน เช่น หนังสือทำมือ ดอกไม้ประดิษฐ์ ซ่อมโทรศัพท์มือถือ ประกอบคอมพิวเตอร์ เย็บปักถักร้อย เป็นต้น การฝึกอาชีพเสริมนอกจากจะได้ทำในสิ่งที่สนใจแล้ว บางคนอาจนำมาเป็นอาชีพที่ช่วยเพิ่มรายได้หลังเลิกงาน / เลิกเรียน หรืออาจทำเป็นอาชีพหลักเลยก็มี
rc_point_right_red6. Work & Travel Program
                เป็นการเข้าร่วมโครงการฝึกงานในต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร สวนสนุก หรือสถานรับเลี้ยงเด็ก ซึ่งนอกจากจะได้เงินค่าจ้างเป็นสิ่งตอบแทนแล้ว ยังได้ฝึกภาษา พัฒนาทักษะการใช้ชีวิต การทำงานร่วมกับผู้อื่น และได้ใบรับรองการันตีถึงความสำเร็จในการฝึกงานครั้งนี้ด้วย
rc_point_right_red7. เข้าค่ายอาสา / เป็นอาสาสมัคร 
                การเข้าค่ายอาสาหรือเป็นอาสาสมัครในองค์กรหรือมูลนิธิต่างๆ เสมือนจำลองการเรียนรู้การอยู่ร่วมกันทางสังคม นอกจากจะได้ทำงานร่วมกับผู้อื่นแล้ว การเป็นอาสาสมัครยังสอนให้เราเปิดกรอบความคิดที่กว้างขึ้น รู้จักวางกฎกติกาข้อตกลงของกลุ่ม รับผิดชอบงานร่วมกัน แบ่งปันและเอื้ออาทรซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นคุณลักษณะที่ดีที่จะนำไปต่อยอดในการทำงานในอนาคต
rc_point_right_red8. พัฒนาบุคลิกภาพ
                เรียกได้ว่า บุคลิกภาพเป็นสิ่งแรกที่ผู้อื่นจะได้สัมผัสและรู้จักเราก่อน ดังนั้น หากปิดเทอมนี้นอกจากน้องๆ จะทำกิจกรรมอื่นๆ แล้ว อย่าลืมพัฒนาบุคลิกภาพให้ดูดีด้วยนะคะ เช่น ออกกำลังกาย ดูแลเรื่องอาหารการกิน อารมณ์ให้สดชื่นแจ่มใส เมื่อเปิดเทอมใหม่หรือต้องถูกเรียกสัมภาษณ์งานจะได้มั่นใจเกินร้อยกันค่ะ
rc_point_right_red9. เตรียมตัวเรื่องเรซูเม่ เอกสารประกอบการสมัครงาน
                ระหว่างที่น้องๆ กำลังทำกิจกรรมอื่นๆ อยู่อย่างเพลิดเพลิน อย่าลืมเตรียมเรซูเม่ และเอกสารประกอบการสมัครงานให้เรียบร้อยกันด้วย เพราะเมื่อถึงเวลาที่จะต้องใช้สมัครงานจริงๆ เราจะได้พร้อมใช้ได้ทันทีเลยค่ะ
rc_point_right_red10. ศึกษา วางแผนเรื่องการเงิน 
                น้องๆ หลายคนอาจจะงงว่า ทำไมจะต้องมาศึกษาหรือวางแผนเรื่องการเงินด้วย และเรื่องนี้มีความสำคัญยังไง เพราะดูเป็นเรื่องไกลตัว...แต่จริงๆ แล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องใกล้ตัวที่สำคัญมากเลยค่ะ เรียกได้ว่า ใครรู้ก่อน อาจสบายก่อนกันไปเลย เพราะเมื่อน้องๆ เข้าสู่ชีวิตการทำงานแล้ว นั่นหมายถึง น้องๆ จะต้องได้รับเงินเดือน และต้องเสียภาษี บางคนได้เงินเดือนมาแล้วชะล่าใจใช้จนหมด ทั้งเรื่องกิน เที่ยว แต่งตัว หรือซื้อของฟุ่มเฟือย จนกระเป๋าแบน ไม่มีเงินออม ไม่มีการวางแผนเรื่องการลงทุน บ้างถึงขั้นเป็นหนี้บัตรเครดิตอีก...เรียกว่า ทำงานไป ใช้หนี้ไป นั่นเอง
Termbreak-AEC-logo-final
อ้างอิงจาก
http://www.vcharkarn.com/varticle/60321

มารู้จักกับสเต็มศึกษา (Stem education)


“สเต็มศึกษา”(science Technology Engineering and Mathematics Education : STEM Education)  การเรียนรู้ที่บูรณาการ การจัดการศึกษาทางด้านวิชาวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ คณิตศาสตร์ ตั้งแต่ระดับขั้นการศึกษาพื้นฐาน อาชีวศึกษา อุดมศึกษาและรวมทั้งการศึกษาตลอดชีวิต โดยมีเป้าหมายที่จะส่งเสริมให้ประชากรรุ่นใหม่ได้มีความรู้และทักษะการเรียนรู้ในทางสร้างสรรค์แบบใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศตวรรษที่  21 ที่โลกเราสามารถติดต่อสื่อสารกันได้อย่างรวดเร็ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนาทักษะในการดำรงชีวิต เพื่อให้เยาวชนไทยก้าวสู่การแข่งขันกับประชากรโลกได้ รวมทั้งเมื่อก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558(คศ.2015) “เสต็มศึกษา”นั้นจะช่วยพลิกโฉมการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นวิชา เคมี  ฟิสิกส์ ชีววิทยา รวมทั้งวิชาคณิตศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์  โดยสเต็มศึกษานั้นเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนวิชาเหล่านี้อยู่แล้ว เพียงแต่เน้นการบูรณาการการเรียนรู้การนำไปใช้และการฝึกการคิดเพื่อแก้ไขปัญหาด้วยกระบวนการใหม่ ๆไม่ใช่การเรียนที่เน้นการท่องจำหรือการเรียนเพื่อนำไปสอบเท่านั้น ซึ่งการเรียนแบบสเต็มศึกษานั้น จะเน้นการลงมือปฏิบัติจริง โดยครูผู้สอนมีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะตั้งคำถามให้เด็กสนใจและเรียนรู้ว่าสิ่งที่เรียนในห้องเรียนนั้นเป็นสิ่งที่อยู่รอบตัวในชีวิตประจำวันของเรา  การพัฒนาขีดความสามารถของครู องค์ประกอบในการถ่ายทอดความรู้และการกระตุ้นให้นักเรียนแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ งบประมาณที่จะมาดำเนินการโดยการกระทำที่เป็นระบบในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าองค์กรปกครองท้องถิ่น กระทรวงไอซีที มหาวิทยาลัยต่าง ๆ รวมทั้งภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องและชุมชนที่จะต้องให้ความร่วมมือ เพื่อให้การเรียนการสอนแนวใหม่นี้ให้มีประสิทธิภาพและสัมฤทธิผล รวมทั้งการออกแบบการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับนักเรียนได้
ดร.เปกกา เคส จากมหาวิทยาลัยโอลู ประเทศฟินแลนด์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางการศึกษา กล่าวว่า “การศึกษาในระบบสะเต็ม ทำให้ระบบการเรียนการสอนในประเทศฟินแลนด์ ถือว่าดีที่สุดในโลก รัฐบาลให้ความสำคัญกับระบบการศึกษา เพราะเป็นพื้นฐานการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน โดยบุคคลที่ประกอบอาชีพครูในทุกระดับชั้น ต้องจบการศึกษาขั้นต่ำในระดับปริญญาโท นอกจากนี้ทุกโรงเรียนต้องปรับปรุงให้ได้มาตรฐานเท่ากันหมด ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนในเมืองหรือนอกเมืองและการสอบแข่งขันมหาวิทยาลัยก็ไม่สูง เพราะทุกมหาวิทยาลัยมีคุณภาพเท่าเทียมกัน
ชองชุง จากมูลนิธิวิทยาศาสตร์ขั้นสูงเพื่อการสร้างสรรค์ กล่าวว่าประเทศเกาหลีใต้ ก็เป็นประเทศหนึ่งที่ให้ความสำคัญกับระบบสะเต็ม โดยเริ่มมือสามปีที่ผ่านมาและพยายามปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหลักสูตรให้บ่อยขึ้นเพื่อตอบสนองเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่ให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้นเมื่อหนึ่งร้อยปีที่ผ่านมาแต่ให้ความสำคัญกับวิทยาศาสตร์ที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันและการคิดค้นวิทยาศาสตร์สร้างสรรค์เพื่อใช้ในอนาคต
โอบามา ก็ได้สนับสนุนนโยบายการศึกษาของระบบสเต็ม โดยการให้องค์กรเอกชนที่ลงทุนโดยไม่หวังผลกำไรมาสนับสนุนผลักดันการศึกษาระบบสเต็มเพื่อเพิ่มคุณภาพนักวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีในอนาคต ซึ่งเกณฑ์ประเมินตัวชี้วัดการศึกษาทางวิทยาศาสตร์          คณิตศาสตร์จากการวัดของหน่วยงาน  Tim และ Pissa ได้ดำเนินการอยู่ ในหน่วยงานความร่วมือในระหว่างประเทศรวมทั้งประเทศไทยเราด้วย
สำหรับประเทศที่มีการตื่นตัวกับการศึกษาในเรื่องสเต็มกันมากไม่วาจะเป็นประเทศจีน อเมริกา อนเดีย ฯลฯ โดยจากการศึกษาพบว่าในจีนจะผลิตบัณฑิตที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและสเต็มออกมาประมาณ 3.5 ล้านคน ซึ่งประเทศไทยนั้นยังไม่ตื่นตัวและยกระดับในเรื่องนี้ ซึ่งถือว่าเป็นสิ่งที่ท้าทายมาก สำหรับคนไทยในอนาคต

10 แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่จะนำเสนอในบทความนี้ เป็นส่วนหนึ่งของวิธีการหลากหลายที่จะปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีในห้องเรียนของท่าน ให้สอดคล้องกับแนวคิดสเต็มศึกษา ท่านสามารถเลือกบางแนวทางที่เหมาะสมไปปรับใช้ในชั้นเรียนของท่านได้ตามความเหมาะสม ทุกข้อไม่ใช่แนวคิดใหม่ และหวังว่าจะเป็นแนวปฏิบัติที่เกิดขึ้นอยู่บ้างแล้วในหลายโรงเรียน
1.    เชื่อมโยงเนื้อหาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี สู่โลกจริง คุณครูหลายท่านน่าจะทำอยู่แล้วอย่างสม่ำเสมอ เพียงนักเรียนมองเห็นว่าแนวคิดหลัก หรือกระบวนการที่เรียนรู้นั้น สามารถเกิดขึ้นได้ในธรรมชาติ ใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตจริง ก็เป็นก้าวแรกสู่การบูรณาการความรู้สู่การเรียนอย่างมีความหมาย เพราะปรากฏการณ์หรือประดิษฐกรรมใดๆ รอบตัวเรา ไม่ได้เป็นผลของความรู้จากศาสตร์หนึ่งศาสตร์ใดเพียงศาสตร์เดียว การประยุกต์ความรู้ง่ายๆ เช่น การคำนวณพื้นที่ของกระดาษชำระแบบม้วน เชื่อมโยงสู่ความรู้ความสงสัยด้านวัสดุศาสตร์ เทคโนโลยีการผลิต และการใช้กระบวนการทางวิศวกรรมวิเคราะห์ปัญหาและสร้างสรรค์วิธีแก้ไขได้อย่างหลากหลายจนน่าแปลกใจ
2.    การสืบเสาะหาความรู้ การจัดการเรียนการสอนโดยให้ผู้เรียนได้ศึกษาประเด็นปัญหา หรือตั้งคำถาม แล้วสร้างคำอธิบายด้วยตนเอง โดยการรวบรวมประจักษ์พยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง สื่อสารแนวคิดและเหตุผล เปรียบเทียบแนวคิดต่างๆ โดยพิจารณาความหนักแน่นของหลักฐาน ก่อนการตัดสินใจไปในทางใดทางหนึ่ง นับเป็นกระบวนการเรียนรู้สำคัญ ที่ไม่เพียงแต่สนับสนุนการเรียนรู้ในประเด็นที่ศึกษาเท่านั้น แต่ยังเป็นช่องทางให้มีการบูรณาการความรู้ในศาสตร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับคำถาม นับเป็นแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่สนับสนุนจุดเน้นของสเต็มศึกษาได้เป็นอย่างดี
3.    การเรียนรู้โดยใช้โครงงานเป็นฐาน การทำโครงงานเป็นการสืบเสาะหาความรู้ในรูปแบบหนึ่ง แต่ผู้เขียนได้แยกโครงงานออกมาเป็นหัวข้อเฉพาะ เนื่องจากเป็นแนวทางที่สามารถส่งเสริมการบูรณาการความรู้สู่การแก้ปัญหาได้ชัดเจน การสืบเสาะหาความรู้บางครั้งครูเป็นผู้กำหนดประเด็นปัญหา หรือให้ข้อมูลสำหรับศึกษาวิเคราะห์ หรือกำหนดวิธีการในการสำรวจตรวจสอบ ตามข้อจำกัดของเวลาเรียน วัสดุอุปกรณ์ หรือปัจจัยแวดล้อมต่างๆ แต่การทำโครงงานนั้นเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนเกิดประสบการณ์การเรียนรู้สำคัญในทุกขั้นตอนด้วยตนเอง ตั้งแต่การกำหนดปัญหา ศึกษาความรู้ที่เกี่ยวข้อง ออกแบบวิธีการรวบรวมข้อมูล ดำเนินการ ลงข้อสรุป และสื่อสารสิ่งที่ค้นพบ (บางครั้งครูอาจกำหนดกรอบกว้างๆ เช่น ให้ทำโครงงานเกี่ยวกับพลังงานทดแทน โครงงานเกี่ยวกับการใช้คณิตศาสตร์ในผลิตภัณฑ์ของชุมชน เป็นต้น) โครงงานในรูปแบบสิ่งประดิษฐ์จะมีการบูรณาการกระบวนการทางวิศวกรรมได้อย่างโดดเด่น แต่โครงงานในรูปแบบอื่น ทั้งโครงงานเชิงทดลอง เชิงสำรวจ หรือเชิงทฤษฎี ก็มีคุณค่าควรแก่การสนับสนุนไม่แพ้กัน แม้นักเรียนจะมีบทบาทหลักในการเรียนรู้ผ่านการทำโครงงาน แต่บทบาทของครูในการให้คำปรึกษาระหว่างนักเรียนทำโครงงานนั้นเป็นบทบาทที่สำคัญและท้าทาย เนื่องจากครูมีความรับผิดชอบในการสนับสนุนให้นักเรียนเกิดความรู้ความสามารถตามเป้าหมายการจัดการเรียนรู้ โดยครูต้องเตรียมพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ไปพร้อมๆ กับนักเรียนในทุกหัวข้อโครงงาน
4.    การสร้างสรรค์ชิ้นงาน แนวคิดนี้ไม่ได้เป็นแนวคิดใหม่เลยเสียทีเดียว ผู้เขียนยังจดจำประสบการณ์วัยเด็กได้ว่า มีโอกาสประดิษฐ์สิ่งของ อุปกรณ์ต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการสานพัด การร้อยมาลัย การประดิษฐ์เครื่องดนตรี สมุดภาพ การจัดป้ายนิเทศ เด็กๆ ทุกวันนี้อาจได้รับการมอบหมายให้สร้างสรรค์ชิ้นงานที่แตกต่างไปจากยุคก่อน เช่น ประดิษฐ์ป้ายไฟ รถแข่งพลังงานแสงอาทิตย์ ถ่ายหนังสั้น ทำมัลติมีเดียสำหรับนำเสนองาน ประสบการณ์การทำชิ้นงานเหล่านี้ สร้างทักษะการคิด การออกแบบ การตัดสินใจ การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งชิ้นงานที่ครูผู้สอนเปิดโอกาสให้นักเรียนคิดอย่างอิสระและสร้างสรรค์ การประดิษฐ์ชิ้นงานเหล่านี้ประยุกต์ใช้ความรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ อย่างไม่รู้ตัว บางครั้งครูอาจจัดให้นักเรียนสะท้อนความคิดว่าได้เกิดประสบการณ์หรือเรียนรู้อะไรบ้างจากงานที่มอบหมายให้ทำ เพราะเป้าหมายของการเรียนรู้อยู่ที่กระบวนการทำงานด้วยเช่นกัน หากนักเรียนมองเพียงเป้าหมายชิ้นงานที่สำเร็จอย่างเดียว อาจไม่ตระหนักว่าตนเองได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญมากมายระหว่างทาง
5.    การบูรณาการเทคโนโลยี เพียงครูบูรณาการเทคโนโลยีที่เหมาะสมสู่กระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน ครูก็ได้ก้าวเข้าใกล้เป้าหมายการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสเต็มศึกษาอีกก้าวหนึ่งแล้ว เทคโนโลยีที่ครูสามารถใช้ประโยชน์ในชั้นเรียนปัจจุบันมีได้ตั้งแต่การสืบค้นข้อมูลลักษณะต่างๆ การบันทึกและนำเสนอข้อมูลด้วยภาพนิ่ง วีดิทัศน์ และมัลติมีเดีย การใช้อุปกรณ์ sensor/data logger บันทึกข้อมูลในการสำรวจตรวจสอบ การใช้ซอฟต์แวร์จัดกระทำ วิเคราะห์ข้อมูล และเทคโนโลยีอื่นๆ อีกมากมาย การใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเหล่านี้ กระตุ้นให้นักเรียนสนใจการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้ประยุกต์ใช้ความรู้ แก้ปัญหา และทำงานร่วมกัน รวมทั้งสร้างทักษะสำคัญในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพต่อไปในอนาคตด้วย
6.    การมุ่งเน้นทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 กิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวทางสเต็มศึกษาพัฒนาพัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ได้เป็นอย่างดี ยกตัวอย่างทักษะการเรียนรู้และสร้างนวัตกรรม (Learning and Innovation Skills) ตามกรอบแนวคิดของ Partnership for 21st Century Skills ที่ครอบคลุม 4C คือ Critical Thinking (การคิดเชิงวิพากษ์) Communication (การสื่อสาร) Collaboration (การทำงานร่วมกัน) และ Creativity (การคิดสร้างสรรค์) จะเห็นได้ว่ากิจกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบโครงงาน หรือการสร้างสรรค์ชิ้นงานที่กล่าวถึงข้างต้นนั้นสามารถสร้างเสริมทักษะเหล่านี้ได้มาก อย่างไรก็ตามในบริบทของโรงเรียนทั่วไป ครูอาจไม่สามารถให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยการทำโครงงาน หรือการสร้างสรรค์ชิ้นงานเท่านั้น ดังนั้นในบทเรียนอื่นๆ ถ้าครูมุ่งเน้นทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ในทุกโอกาสที่เอื้ออำนวย เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็น ทำงานร่วมกัน เรียนรู้การหาที่ติ (ฝึกคิดเชิงวิพากษ์) หาที่ชมหรือเสนอวิธีการใหม่ (ฝึกคิดเชิงสร้างสรรค์) ก็นับว่าครูจัดการเรียนการสอนเข้าใกล้แนวคิดสเต็มศึกษามากขึ้น ตามสภาพจริงของชั้นเรียน
7.    การสร้างการยอมรับและการมีส่วนร่วมจากชุมชน ครูหลายท่านอาจเคยมีประสบการณ์กับผู้ปกครองที่ไม่เข้าใจแนวคิดการศึกษาที่พัฒนานักเรียนให้เป็นคนเต็มคน แต่มุ่งหวังให้สอนเพียงเนื้อหา ติวข้อสอบ อยากให้ครูสร้างเด็กที่สอบเรียนต่อได้ แต่อาจใช้ชีวิตไม่ได้ในสังคมจริงของการเรียนรู้และการทำงาน เมื่อครูมอบหมายให้นักเรียนสืบค้น สร้างชิ้นงาน หรือทำโครงงาน ผู้ปกครองไม่ให้การสนับสนุน หรืออีกด้านหนึ่งผู้ปกครองรับหน้าที่ทำให้ทุกอย่าง อย่างไรก็ตาม หวังว่าผู้ปกครองทุกคนจะไม่เป็นไปตามที่กล่าวข้างต้น ผลงานจากความสามารถของเด็ก เป็นอาวุธสำคัญที่ครูจะนำมาเผยแพร่จัดแสดงเพื่อชนะใจผู้ปกครองและชุมชนให้ให้การสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสเต็มศึกษา ครูสามารถนำนักเรียนไปศึกษาในแหล่งเรียนรู้ของชุมชน สำรวจสิ่งแวดล้อมธรรมชาติในท้องถิ่น ศึกษาและรายงานสภาพมลพิษหรือการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ให้ชุมชนรับทราบ ตลอดจนศึกษาและแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ในชุมชน กิจกรรมการเรียนรู้เหล่านี้ เกิดประโยชน์สำหรับนักเรียนเอง อาจเป็นประโยชน์สำหรับชุมชน และสามารถสร้างการมีส่วนร่วม ความภาคภูมิใจ และที่สำคัญอย่างยิ่งคือความรู้สึกเป็นเจ้าของ ร่วมรับผิดชอบคุณภาพการจัดการศึกษาในท้องถิ่นตัวเองให้เกิดขึ้นได้
8.    การสร้างการสนับสนุนจากผู้เชี่ยวชาญในท้องถิ่น การให้นักเรียนศึกษาปัญหาปลายเปิดตามความสนใจของตนเองในลักษณะโครงงาน ตลอดจนการเชื่อมโยงการเรียนรู้สู่การใช้ประโยชน์ในบริบทจริงนั้น บางครั้งนำไปสู่คำถามที่ซับซ้อนจนต้องอาศัยความรู้ความชำนาญเฉพาะทาง ครูไม่ควรกลัวจะยอมรับกับนักเรียนว่าครูไม่รู้คำตอบ หรือครูช่วยไม่ได้ แต่ควรใช้เครือข่ายที่มี เชื่อมโยงให้ผู้เชี่ยวชาญในท้องถิ่นมาช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ของนักเรียน เครือข่ายดังกล่าวอาจเป็นได้ทั้ง ศิษย์เก่า ผู้ปกครอง ปราชญ์ชาวบ้าน เจ้าหน้าที่รัฐ หรืออาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษาในท้องถิ่น ครูสามารถเชิญวิทยากรภายนอกมาบรรยายหรือสาธิตในบางหัวข้อ หรือใช้เทคโนโลยี เช่น การประชุมผ่านวีดิทัศน์ เอื้ออำนวยให้ผู้เชี่ยวชาญสามารถพูดคุย ให้ความคิดเห็น หรือวิพากษ์ผลงานของนักเรียน เป็นต้น
9.    การเรียนรู้อย่างไม่เป็นทางการ (informal learning) เด็กๆ นั้นรักความสนุก หากเราจำกัดความสนุกไม่ให้กล้ำกรายใกล้ห้องเรียน ความสุขคงอยู่ห่างไกลจากครูและจากเด็กไปเรื่อยๆ แต่จะบูรณาการความสนุกสู่การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี ผ่านกระบวนการแก้ปัญหาอย่างไร ต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์ของครูในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่ท้าทาย เพลิดเพลิน ให้การเรียนเหมือนเป็นการเล่น แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องสร้างความรู้และความสามารถตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตรด้วย การเรียนรู้อย่างไม่เป็นทางการที่ได้รับความนิยม คือ การจัดกิจกรรมค่าย การเรียนรู้จากเพลง เกม ละคร หรือการประกวดแข่งขัน กิจกรรมเหล่านี้เป็นโอกาสดีที่จะสร้างการมีส่วนร่วมจากชุมชน เช่น อาจเชิญผู้เชี่ยวชาญในท้องถิ่นเป็นวิทยากรในค่าย เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ หรือให้การสนับสนุนของรางวัล
10.    การเรียนรู้ตามอัธยาศัย (non-formal learning) เมื่อครูได้ดำเนินการ 9 ข้อข้างต้นแล้ว อาจมองออกนอกขอบเขตรั้วโรงเรียน สร้างนิสัยการเรียนรู้ตลอดชีวิต ให้เป็นวัฒนธรรมของชุมชน ร่วมกันสร้างแหล่งเรียนรู้ด้านสเต็มในท้องถิ่น เช่น เส้นทางศึกษาธรรมชาติ หรือประยุกต์ความรู้สเต็มเพื่อสนับสนุนแหล่งเรียนรู้วิถีชุมชน เช่น ส่งเสริมให้นักเรียนใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมนำเสนอข้อมูลภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมในชุมชน สร้างหอเกียรติยศสเต็มของหมู่บ้าน เพื่อนำเสนอเรื่องราวการใช้ความรู้สเต็มในการพัฒนาอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิต เช่น ผลงานด้านการเกษตร ด้านสาธารณสุข ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือด้านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี เป็นต้น
          การสร้างการเปลี่ยนแปลงนั้นไม่เคยง่าย แต่ระบบที่ไม่สามารถปรับเปลี่ยนได้จะมีผลิตภาพจำกัด หน่วยวิจัยของฝ่ายส่งเสริมการศึกษาบริษัทอินเทล ศึกษาโรงเรียน 5 โรงเรียนที่ประสบความสำเร็จในการปรับการเรียนเปลี่ยนการสอนให้ส่งเสริมสเต็มศึกษาพบว่า ปัจจัยร่วมของโรงเรียนเหล่านี้มี 5 ปัจจัย คือ หนึ่ง ทำในสิ่งที่แตกต่าง สร้างวิสัยทัศน์ และวัฒนธรรมในการเรียนรู้ในแบบของโรงเรียนเอง สอง ครูในโรงเรียนทั้ง 5 ไม่ได้ทำงานแบบข้ามาคนเดียว แต่มีชุมชนวิชาชีพ (professional learning communities) เกิดขึ้นในโรงเรียน ครูคอเดียวกัน ใจเดียวกัน คิด ทำ ร่วมกันในการปรับเปลี่ยนการเรียนการสอน และครูร่วมกันกำหนดแนวทางการพัฒนาตนเองให้ตอบสนองต่อความต้องการที่แท้จริง สาม มีการออกแบบกิจกรรมเสริมนอกโรงเรียนหรือนอกเวลาเรียน เป็นกิจกรรมที่ออกแบบอย่างรอบคอบและสร้างสรรค์ เช่น ค่าย ชุมนุม ชมรม การประกวดแข่งขันต่างๆ สี่ โรงเรียนให้ความสำคัญและมีคำตอบในการสร้างโอกาสในการเรียนรู้ให้เด็กทุกๆ กลุ่ม ทั้งเก่ง อ่อน รวย จน อย่างทั่วถึง ห้า ทุกโรงเรียนเสาะแสวงหาความร่วมมือและทรัพยากรจากท้องถิ่น
        การส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสเต็มศึกษา เป็นความพยายามจากหลากหลายภาคส่วนในการขับเคลื่อนการจัดการศึกษาให้สามารถเตรียมพร้อมเด็กและเยาวชน ให้พร้อมสำหรับการดำรงชีวิตและประกอบอาชีพในโลกของวันพรุ่งนี้ ด้วยความรู้ความเข้าใจในความงามและคุณค่าของธรรมชาติ ด้วยความสามารถในการสร้างสรรค์วิธีการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบด้วยกระบวนคิดเชิงวิศวกรรม และการใช้ศักยภาพของเทคโนโลยีสื่อสารและทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ เรามีความหวังสร้างลูกหลานของเราให้เป็นคนเต็มคน ที่จะประคับประคองโลกของเรา สังคมของเรา ผ่านอนาคตที่กำหนดไม่ได้ เริ่มจากห้องเรียนของท่าน เริ่มจากโรงเรียนของท่าน เริ่มจากวันนี้
ที่มา:http://pragorne.wordpress.com/%E0%B8%A1%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%AA%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B9%87%E0%B8%A1%E0%B8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2-stem-educ/
http://www.preschool.or.th/knowledge_stem.php


ข้อคิดของเซอร์เคน โรบินสันกับการปฏิรูปการศึกษา

         เซอร์เคน โรบินสัน นักการศึกษาชาวอังกฤษได้ปาฐกถาในรายการ TED เกี่ยวกับการให้การศึกษากับเด็กและเยาวชนและได้รับการเผยแพร่ใน youtube มีผู้ชมรวมกันกว่า 7 ล้านครั้ง เรื่องสำคัญที่ท่านเซอร์พูดตอนหนึ่งชื่อว่า “How to escape education's death valley” หรือวิธีออกจากหุบเขามรณะของการศึกษา โดยเปรียบเทียบว่าการศึกษาปัจจุบันเป็นเหมือนกับพื้นที่รกร้างไม่มีต้นไม้ใดๆ สามารถเจริญงอกงามได้ในมณฑลที่เรียกว่า หุบเขามรณะ (death valley) อย่างไรก็ดี ในปีที่พิเศษที่มีอากาศเหมาะสม มีฝนตกเพียงพอ ต้นไม้ใบหญ้าก็กลับมาเจริญงอกงามได้ ท่านเซอร์จึงได้ให้แนวทางที่จะหลุดพ้นจากหุบเขามรณะของการศึกษาไว้ดังนี้

เซอร์เคน โรบินสัน
(รูปจาก en.wikipedia.org/wiki/Ken_Robinson_(educationalist))
 ในบทปาฐกถาเรื่อง “วิธีออกจากหุบเขามรณะของการศึกษา” ท่านเซอร์ เคน โรบินสัน ได้พูดถึงการให้การศึกษา (education) กับเยาวชนซึ่งประกอบด้วย การสอน (teaching) และการเรียนรู้ (learning) ท่านเซอร์กล่าวว่า "การให้การศึกษาเท่ากับการทำให้เกิดการเรียนรู้" โดยหน้าที่ของครูไม่ใช่แค่เพียงผู้ส่งสารที่ส่งความรู้จากหัวครูไปยังหัวสมองเด็กเท่านั้น เนื่องจากเด็กเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีสัญชาตญาณในการเรียนรู้โดยธรรมชาติอยู่แล้ว ดังนั้นหน้าที่ของครูจึงต้อง เอื้อ (facilitate) ให้เกิดการเรียนรู้ กระตุ้น (provoke and stimulate) ให้เกิดการเรียนรู้ และทำให้พวกเด็กๆ สนุกกับการเรียนรู้ เรียกว่าจุดประกายไฟในความกระหายที่จะเรียนรู้ให้ลุกโชนให้ได้ เมื่อไฟนี้ลุกโชนแล้ว เด็กก็จะเรียนรู้ได้เองและอย่างต่อเนื่องด้วย นอกจากนี้ครูยังต้องมีหน้าที่กระตุ้นให้เด็กมีจินตนาการ (imagination) มีความเป็นผู้นำ (leadership) มีความคิดสร้างสรรค์ (creativity) พร้อมที่จะสร้างนวัตกรรม (innovate) ใหม่ๆ เมื่อพวกเขาโตขึ้นได้ ครูจึงต้องเป็นมากกว่าครู คือต้องเป็นทั้งโค้ชและพี่เลี้ยง (mentor) ไปด้วยในตัวเพื่อบ่มเพาะ (nurture) และสร้างเป้าหมายในชีวิตให้กับเด็กและเยาวชน
          จะเห็นว่าการให้การศึกษานั้น ครูมีบทบาทสำคัญมาก ท่านเซอร์บอกว่า (ผู้บริหาร) ต้องหาวิธีคัดเลือกคนที่เหมาะสมที่จะเป็นครูให้มาสอนหนังสือเด็ก อย่าคิดว่าการจ้างครูดีๆ เป็นค่าใช้จ่าย แต่ให้คิดว่าเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต รัฐบาลต้องเข้ามาอุดหนุนให้เกิดการจ้างครูที่มีศักยภาพ นอกจากนี้ (ผู้บริหาร) ต้องไม่ดึงครูไปทำงานอื่นๆ เพราะการเรียนรู้เกิดขึ้นในห้องเรียน ครูจึงควรใช้เวลากับนักเรียนให้มากที่สุด และโรงเรียนไม่ใช่โรงงาน ไม่มีเด็กสองคนไหนที่เหมือนกันเป๊ะๆ แม้จะเป็นพี่น้องกันหรือฝาแฝดกัน ดังนั้น (ผู้บริหาร) ไม่ควรมองการศึกษาเหมือนการผลิตปลากระป๋องซึ่งสั่งได้ ควบคุมได้ แต่ควรให้หลักสูตรมีความยืดหยุ่นและหลากหลายเพียงพอที่เด็กจะสามารถค้นพบตัวเองได้ เด็กเล็กควรได้เรียนศิลปะ ได้ออกกำลังกาย ได้เรียนวิชาที่เกี่ยวกับมนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์ด้วย ข้อแนะนำสำหรับโรงเรียนและสถานศึกษาคือควรหันไปให้ความสำคัญกับการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้และบรรยากาศในการเรียนรู้มากกว่าที่จะวางแผนให้เด็กหรือครูก้าวเดินตามแผนที่วางไว้แบบก้าวต่อก้าว การสอบควรใช้เป็นเครื่องมือในการวินิจฉัยระดับการเรียนรู้ของเด็กแต่ไม่ใช่สรณะ ไม่ใช่เครื่องจำกัดโอกาสของเด็กครับ
อ้างอิงจาก
http://www.vcharkarn.com/varticle/500182

​เซลล์เชื้อเพลิง พลังงานสะอาด ทางเลือกแห่งพลังงานในอนาคต


          เมื่อวิวัฒนาการของมนุษย์ ได้พาเรามาถึงจุดที่พลังงานจากซากพืชซากสัตว์ หรือที่เรารู้กันดีในชื่อ "ปิโตรเลียม" ทั้งในรูปแบบ แก๊ส ของเหลว และของแข็ง ที่เป็นพลังงานที่สามารถก่อมลพิษ เนื่องจากกระบวนการเผาไหม้ ก่อให้เกิดแก๊สที่เป็นอันตรายต่อชั้นบรรยากาศที่ปกป้องโลกอยู่ และนี่ก็นับเป็นพลังงานที่ไม่สามารถทดแทนได้ใหม่ เพราะใช้เวลาการผลิตหลายร้อยจนถึงหลักพันปี แต่ถูกใช้อย่างรวดเร็ว และกำลังใกล้จะหมดลงภายในระยะเวลาไม่ถึงชั่วอายุคน
          เหตุการณ์นี้ เป็นเรื่องที่ทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักวิทยาศาสตร์ พยายามหาวิธีต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งพลังงานที่รูปแบบที่สามารถนำมาใช้ได้ แบบหมุนเวียน เช่น พลังงานจากน้ำมันของพืช เพราะพืชสามารถปลูกได้ใหม่ และผลิตน้ำมันได้เรื่อยๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในกระบวนการผลิตพืชน้ำมัน หรือการปลูกพืชเพื่อผลิตพลังงานประเภทแอลกอฮอล์เช่น หญ้าหวาน อ้อย กากน้ำตาล ก็ทำให้หลายๆ คน เป็นห่วงในแง่ของพื้นที่เพาะปลูก ซึ่งจะก่อปัญหาให้ขาดแคลนพื้นที่ในการทำการเกษตรเพื่อเป็นอาหารแก่มนุษย์
          เมื่อพิจารณาแหล่งพลังงานธรรมชาติ เช่นพลังงาน น้ำ ลม และแสงอาทิตย์ ที่สามารถใช้ได้โดยไม่มีวันหมด ก็นับเป็นตัวเลือกที่นักวิทยาศาสตร์ให้ความสำคัญเช่นเดียวกัน แต่อย่างไรก็ตามผลที่ได้นับว่าไม่คุ้มค่าเท่าที่ควร เนื่องจากประสิทธิภาพของการผลิตไฟฟ้ายังค่อนข้างต่ำ (พลังงานส่วนใหญ่กลายเป็นความร้อนแทนที่จะเป็นไฟฟ้า) และก่อปัญหาทางธรรมชาติได้

          ในกรณีพลังงานน้ำ การสร้างเขื่อนเพื่อผลิตไฟฟ้า ต้องใช้พื้นที่ป่าไม้ค่อนข้างมาก ซึ่งส่งผลต่อระบบนิเวศในบริเวณที่ก่อสร้าง โดยมีผลกระทบโดยตรงต่อ พืช และ สัตว์ป่า ที่อาศัยอยู่ ณ ที่นั้น ๆ นอกจากนี้การสร้างเขื่อน มีผลกระทบต่อความเร็ว และทิศทางการไหลของน้ำที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ จึงเป็นที่มาของการสูญพันธุ์ของปลาหลากหลายสายพันธุ์ 
        ในกรณีของพื้นที่ที่มีลมพัดแรง มีการใช้พลังงานทดแทนโดยใช้ลม การสร้างกังหันลมขนาดใหญ่หลายร้อยตัว โดยเรียกชื่อมันว่า "ฟาร์มลม (Wind farm)" มองดูผิวเผิน มันก็ดูจะไม่ได้สร้างปัญหาอะไรให้กับธรรมชาติ แต่รู้หรือไม่ว่า ฟาร์มลมนี้ มีผลกระทบต่อความเร็ว ทิศทางลม และก่อให้เกิดความแห้งแล้งในบริเวณที่เคยมีลมชื้นพัดผ่าน ซึ่งมีผลกระทบโดยตรงต่อผลผลิตทางการเกษตรกรที่อยู่ใต้กระแสลมเดิม แบบถาวร และฟาร์มลมยังก่อให้เกิดเสียงรบกวนต่อพื้นที่ใกล้เคียงอีกด้วย 
         ทั้งนี้พลังงานแสงอาทิตย์ ที่น่าสนใจและกำลังถูกจับตามอง ก็สร้างปัญหาให้กับธรรมชาติและมนุษย์ เนื่องจากพื้นที่ที่ใช้สำหรับผลิตพลังงานแสงอาทิตย์นั้นไปเบียดเบียนที่อยู่อาศัย พื้นที่การเกษตร และบางครั้งอาจต้องแพ้วถางป่า ซึ่งก่อผลกระทบต่อป่าไม้และสัตว์ป่าได้ในลักษณะคล้ายๆ กับการสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้านั่นเอง

          เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่จึงคิดค้นการผลิตพลังงานทดแทนขึ้นมา โดยใช้หลักการทางไฟฟ้าเคมี เปลี่ยนให้เป็นพลังงานไฟฟ้า แหล่งพลังงานนี้ถูกเรียกว่า เซลล์เชื้อเพลิง (fuel cell) เซลล์เชื้อเพลิง สามารถเปลี่ยนให้แก๊สไฮโดรเจน หรือ แอลกอฮอล์บางชนิด เช่น เมทานอล เป็นแหล่งพลังงาน ผ่านปฏิกิริยาทางเคมี กับแก๊สออกซิเจนในอากาศ ก่อให้เกิดการวิ่งของ อิเล็คตรอน ซึ่งทำให้เกิดเป็นกระแสไฟฟ้าได้ ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเครื่องยนต์เผาไหม้โดยทั่วไป 1 - 3 เท่า โดย เครื่องยนต์ เซลล์เชื้อเพลิงจะมีเซลล์เชื้อเพลิงเป็นส่วนที่ให้พลังงาน จะมีส่วนประกอบดังนี้

          แอโนด (Anode) และ แคโทด (Cathode) เป็นขั้วไฟฟ้า ด้านแอโนด ที่เคลือบตัวเร่งปฏิกิริยาแพลตินั่ม ช่วยให้ แก๊สไฮโดรเจน แตกตัวเป็นอนุภาคโปรตอน (Proton) แล้วผ่านเข้ามายังเมมเบรนนำโปรตอน (Proton exchange membrane) ในขณะที่ อิเล็คตรอน ที่แตกออกมาพร้อมกันนั้น จะวิ่งออกไปยังวงจรไฟฟ้าก่อให้เกิดเป็นกระแสไฟฟ้า โดยโปรตอน และอิเล็คตรอน จะวิ่งมาพบกับแก๊สออกซิเจนที่ขั้วแคโทด เกิดปฏิริยาการรวมตัวโดยมีตัวเร่งปฏิกิริยาแพลตินัม ปฏิกิริยานี้ก่อให้เกิด น้ำบริสุทธิ์ ที่สามารถดื่มได้ และความร้อน เป็นผลผลิตซึ่งนับว่าปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม
ปัจจุบันมีรถยนต์ และอุปกรณ์อิเล็คทรอนิคส์หลายชนิดที่ใช้เซลล์เชื้อเพลิงเป็นแหล่งพลังงานสะอาด แต่หนทางการใช้พลังงานสะอาดประเภทนี้ยังต้องเผชิญกับปัญหาในภายหน้าอีกพอสมควร ทั้งในเรื่องของแหล่งเติมแก๊สเชื้อเพลิงไฮโดรเจน ซึ่งคาดว่าจะต้องเพิ่มจนมีเพียงพอและสะดวกต่อผู้ใช้รถเซลล์เชื้อเพลิง และในเรื่องของต้นทุนที่ยังต้องปรับจนมีราคาที่เหมาะสมต่อกลุ่มผู้ซื้อ อย่างไรก็ดี ในส่วนของค่าบำรุงรักษา และอายุการใช้งานของเซลล์เชื้อเพลิง ยังคงเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ผู้ซื้อยังต้องพิจารณาเช่นเดียวกัน
ที่มา :
http://www.rmutphysics.com/physics/oldfront/97/fuelcell/fuel-cell.htm
http://americanhistory.si.edu/fuelcells/basics.htm
http://www.altenergy.org/
รูปภาพจาก :
http://toyotastart.com/toyota-fchv-adv-hydrogen-hybrid-test/
http://www.toonpool.com/cartoons/Fuel%20cell_8485
http://pimg.tradeindia.com/01568848/b/1/Tesing-of-Petroleum-Products.jpg
http://www.ustudy.in/sites/default/files/images/petroleum%20refining.preview.JPG
http://dqbasmyouzti2.cloudfront.net/content/images/articles/water-energy-efficiency.jpg
http://www.environmentteam.com/product/wp-content/uploads/2011/06/hydrogen-fuel-cell-cars.jpg

ห้องเรียนกลับด้าน ผังการเรียนรู้ผสานโซเชียลมีเดียและอินโฟกราฟฟิค ศาสตร์การเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21

คุณครูเชาวน์ สุวรรณชล คุณครูประจำโรงเรียนกัลยาณีศรีธรรมราช จ.นครศรีธรรมราช หนึ่งในครูในที่ได้รับรางวัลชนะเลิศระดับประเทศ Thailand Innovative Teachers Leaderships Award 2014 ผู้สร้างนวัตกรรมสื่อการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 ให้กับเด็กๆ จากบริษัท Microsoft
          "เพราะนักเรียนขาดทักษะจำเป็นที่ใช้เรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 จึงต้องเน้นให้นักเรียนได้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง" รวมทั้งใช้การสื่อสารและใช้เทคโนโลยีต่างๆให้เขามามีส่วนร่วม โดยสร้างให้เกิดนวัตกรรมทางการศึกษาจากผังการเรียนรู้ จึงได้สร้างศาสตร์การเรียนรู้ จากครูเพื่อศิษย์สำหรับศตวรรษที่ 21

ผังการเรียนรู้หน้าที่ 1
 ผังการเรียนรู้ที่ครูเชาวน์สร้างขึ้นมานั้นนักเรียนจะต้องเรียนรู้ด้วยตนเองก่อนคาบที่จะเรียน โดยผังการเรียนรู้นี้จะแบ่งเป็น 3 ส่วน 
          1. คือจุดประสงค์การเรียนรู้ของเรื่อง ซึ่งจะบอกไว้ใน facebook เพื่อให้นักเรียนจดลงไป
          2. ผังการเรียนรู้หน้าที่ 1 ก็จะให้มาใน facebook เช่นกัน ให้นักเรียนจดลงไปเพื่อให้ผ่านตาว่า สสวท.กำหนดการเรียนอะไรและมีสาระสำคัญอย่างไร
          3. เริ่มเข้าสู่การเรียนรู้ โดยให้นักเรียนตั้งคำถามขึ้นมาผ่านทางสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น google plus /facebook / line โดยใช้เครือข่ายโซเชียลมีเดีย ช่วยกันตั้งคำถามเป็นคำถามของห้องเรียนขึ้นมาในแต่ละเรื่องที่เรียน จากนั้นก็จะใช้คำถามของเด็กในการจัดการเรียนรู้ทั้งหมด
          จากนั้นเมื่อทุกคนนำกลับไปศึกษาที่บ้านก็ทำการหาข้อมูลมาแบ่งปันกันในโซเชียลมีเดีย มีคลิปหรือเนื้อหาอะไรก็เอามาแชร์กันให้เพื่อนได้อ่าน ส่วนคลิปที่แชร์กันนั้นเมื่อมีเรื่องใหม่แชร์มาก็จะถูกเลื่อนลำดับไป ก็ให้นักเรียนนำคลิปที่แชร์สร้างเป็น QR code แล้วใส่ลงไว้ในผังการเรียนรู้
ผังการเรียนรู้หน้าที่ 2
 ความรู้ที่ได้มาก็นำมาสร้างเป็น map  ก็คือการให้นักเรียนคิด (think) จากที่บ้าน ตอนเช้าก่อนถึงคาบเรียนจะต้องส่ง map เมื่อถึงวิชาเรียนก็จะให้เด็กนำ map มาจับคู่ (pair) เพื่อดูของกันและกัน จากนั้นก็นำมาแบ่งปันกัน (share) เพื่อให้ได้เป็น map ของห้อง ส่วนนี้จะทำให้เด็กรู้จัก think, pair และ share
ตัวอย่าง Concept Map Biology 2 มิติ ของเด็กนักเรียน
เด็กหลายคนเป็นเด็กเรียนเก่ง แต่สอบไม่ผ่านเรื่องการสื่อสาร การสื่อสารนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญว่าเราได้ความรู้มาแล้วจะสามารถสื่อสารให้ผู้อื่นรับฟังได้เข้าใจมากน้อยแค่ไหน จึงมีการให้นักเรียนนำเสนอ map โดยพูดอย่างน้อย 2 นาที ให้ครูเข้าใจ อาจจะทำเป็นคลิปลง youtube แล้วโพสใน facebook แต่ถ้า internet ใครไม่ดีก็สามารถใช้มือถืออัดคลิปมานำเสนอได้ ผังการเรียนรู้นั้นจะให้เด็กทำทั้งหมด 2 คาบ ทำ map 1 คาบ และมีคาบการนำเสนออีก 1 คาบ  จากนั้นครูจะนำผลงานทั้งหมดมานำเสนอหน้าห้อง เพื่อให้ทุกคนตั้งใจฟัง บางคนก็อาจจะทำมาเป็น infographic ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะทำให้เด็กได้ฝึกทักษะได้หลายนอกจากการนั่งบรรยายฟังในห้องแล้วเกิดแต่สติปัญญาอย่างเดียว

 ขั้นตอนสุดท้ายคือ การที่เด็กนำความรู้ที่ได้มาไตอบแทนสังคม ไม่ว่าจะเป็นการที่เด็กทำ infographic หรือมุขขำๆ ไปโพสที่หน้าเพจของตัวเอง ของรายวิชาเพื่อเผยแพร่ 

อ้างอิงจาก1. http://conceptmap-biology.com/
2. http://conceptmap-biology.com/galleries/tag/infographic
3. http://conceptmap-biology.com/galleries/tag/9gag
4. http://conceptmap-biology.com/galleries/tag/conceptmap2d
5. http://conceptmap-biology.com/galleries/tag/clips-in-classroom
6. http://service-learning.teacherchao.com/?gallery=%E0%B9%82%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AA%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2
7. http://service-learning.teacherchao.com/?gallery=%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%AB%E0%B8%B2%E0%B8%A3-%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A